Rooftop Farming คือ

ด้วยการพัฒนาเมืองที่เปลี่ยนจากพื้นที่ดั้งเดิมโดยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรม เมืองถูกพัฒนาและขยายเพื่อก้าวเข้าสู่ความทันสมัยตามยุค โดยผ่านการเวลาจนก่อเกิดสังคมเมืองที่เต็มไปด้วยตึก จนหลาย ๆ คนเรียกติดปากว่าป่าตึก ซึ่งจะมีทั้งตึกขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เรียงรายกันไปและสิ่งที่ตามมาจากความเจริญนี้ที่ทุกประเทศประสบอยู่เหมือน ๆ กันนั้น คือปัญหาด้านมลพิษ อันเกิดจากแหล่งที่อยู่นั้นขยายเป็นชุมชน เกิดความแออัดของทรัพยากรมนุษย์ และเทคโนโลถูกนำมาใช้แบบขาดการจำกัดเช่น รถยนต์ แน่นอนเมื่อมีสิ่งหนึ่งเพิ่ม อีกสิ่งหนึ่งก็ลดลงคือต้นไม้หรือแหล่งสีเขียว ที่มีหน้าที่เป็นปอดในการพอกอาหารให้แก่มวลมนุษย์หรือ เพื่อนร่วมสังคมที่ใช้ปอดในการรับอากาศออกซิเจน

เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อคนเรามีความรู้สึงขาด ก็หาสิ่งอื่นทดแทนเพื่อเพิ่มทรัพยากรที่ขาดหายไป แต่ด้วยเหตุที่มีพื้นที่จำกัดการเพิ่มแปลงของการปลูกนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ที่เขตพื้นที่เมือง อีกอย่างด้วยความเจริญนั้นทำให้ที่ดินทุกตารางนิ้วของสังคมเมืองนั้นมีมูลค่าสูงเกินที่จะนำมาทำเกษตรกรรม เพราะต้นทุนในการทำการเกษตรของเมืองไทยนั้นราคาสูงแต่ราคาของผลผลิตนั้นมูลค่าต่ำ จึงทำให้ไม่คุ้มกับการลุงทุน

แต่ด้วยความเจริญของเมืองพื้นที่ที่มีจำกัด การเพิ่มขึ้นของที่อยู่อาศัย หรือสำนักงานจึงเป็นลักษณะแนวดิ่งหรือขยายขึ้นในแนวสูงแทน เช่น ตึก และได้เพิ่มบริมาณขึ้นอย่างมากมา และสิ่งที่ตกส่วนใหญ่นั้นต้องมีตามโครงสร้างคือ “ดาดฟ้า” และพื้นที่ส่วนใหญ่ของดาดฟ้านั้นมักจะเป็นที่ว่างเปล่าที่ถูกปล่อยไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ละดาดฟ้านั้นเป็นพื้นที่ ที่ได้รับพนักงานจาดแสงอาทิตย์มาแบบฟรี ๆ ด้วยเหตุจึงมีแนวคิดด้านการทำเกษตรกรรมจากทรัพยากรที่มีอยู่ จากพื้นที่ว่างเปล่าที่ขาดการใช้ประโยน์เพื่อสร้างสังคมเมืองให้เป็นสีเขียว เพื่อใช้ทรัพย์กรให้คุ้มค่า สร้างแหล่งอาหารปลอดภัยใจกลางเมือง สร้างสังคมกสิกรรมในเมือง สร้างแหล่งผักผ่อนให้กับผู้คน และรักษาไว้ซึ่งอาชีพของบรรพบุรุษให้เรื่องเกษตรนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัวของคนรุ่นใหม่ในที่ ที่เรียกว่าเกษตรบนดาดฟ้า หรือ Rooftop Farm